Make your own free website on Tripod.com
.. / The Fiery Pepper

          เชื่อหรือไม่ว่าพริกนั้นมีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกา ก่อนค.ศ.1494 ไม่มีใครในยุโรปได้เคยเห็นพริกมาก่อนเลย มีแพทย์ผู้หนึ่งที่ติดตาม คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ไปทั่วโลกได้เอ่ยถึงพริกไทยในการเขียนหนังสือของเขา หลังจากนั้นมาทั่วโลกก็ได้รู้จักพริก และใช้กันแพร่หลาย ไม่ว่าจะในทวีปยุโรป แอฟริกาหรือเอเชีย ก็ตาม  พริกนั้นเป็นพืชล้มลุกในตระกูลแคปซิคั่มและบางชนิดสามารถเติบโตได้ถึง 2 เมตร ฝักนั้นมีขนาดจากไม่กี่มิลลิเมตรไปจนถึงประมาณ 15 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับพันธุ์ สีสันก็เช่นกันมีตั้งแต่เขียวอ่อนไปจนถึงเขียวเข้มมากๆ มีสีเหลือง แดง และส้ม บางชนิดก็มีทั้งสี่สีเลย ขึ้นอยู่กับว่าอ่อนหรือแก่ เมื่อดมครั้งแรกและในเวลาสั้นๆ กลิ่นจะออกหอมหวาน แต่พอนานหน่อยจะมีกลิ่นฉุนและระคายจมูก รสชาติก็คือเผ็ดนั้นเอง  แต่ก็ขึ้นอยู่กับพันธุ์และวิธีปรุงเหมือนกัน  พริกนั้นดูภายนอกยากมาก ว่ารสเผ็ดมากน้อยแค่ไหน ส่วนมากเราจะใช้สีเป็นเกณฑ์ ยิ่งแดงยิ่งเผ็ด หรือบางทีอาจจะใช้ขนาดว่ายิ่งเล็กยิ่งเผ็ด คนไทยเราจึงมีสำนวนว่า "เล็กพริกขี้หนู"  ยิ่งพริกขี้หนูสวนยิ่งอย่าพูดถึงกันเลย ไม่ว่าจะกลิ่นหรือความเผ็ด เพราะถึงแม้ว่าขนาดจะจิ๋วแต่คุณภาพนั้นยอด

          แต่ละประเทศก็จะมีพันธุ์พริกแตกต่างกัน ในประเทศไทยเราเองยิ่งมีมากนับไม่ถ้วน วิธีการใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร ส่วนใหญ่เราจะใช้พริกขึ้นหนูไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนูสวนหรือพริกขี้หนูป่าในเครื่องจิ้มต่างๆ เพราะพริกชนิดนี้จะมีรสเผ็ด และกลิ่นหอมชวนรับประทาน พริกชี้ฟ้ามักใช้ในอาหารที่ไม่ต้องการความเผ็ดมากนัก หรือไม่ก็ใช้ในลักษณะพริกดองน้ำส้ม หรือพริกตำกับน้ำส้มสำหรับปรุงก๋วยเตี๋ยวต่างๆ พริกเหล่านี้จะมีทั้งแดง เขียว หรือชนิดเผ็ดที่สุดคือ พริกเหลือง ทางเหนือจะใช้ พริกหนุ่ม ถึงแม้ว่าสีสันดูจะอ่อนหวาน แต่รสชาตินั้นเผ็ดน่าดูเลย น้ำพริกหนุ่ม เป็นไงครับ สะใจดีแท้เลย พริกหยวก จะเป็นพริกที่รสเผ็ดน้อยมาก แต่ก็ไม่เสมอไป จะสามารถนำมาย่างและนำมายำได้เลย หรือยัดไส้ด้วยหมูบดหรือปลาบด ก่อนที่จะนำมาประกอบในแกงต่างๆ ได้ พริกฝรั่งที่เรามักจะเรียกว่า พริกตุ้มนั้น จะมีเนื้อหนามาก และแทบจะไม่รสเผ็ดเลย แต่พริกนี้ไม่ใช่ของไทยเรา เดิมทีนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ขณะนี้ได้มีการปลูกกันมากทางเหนือ สามารถนำมาใช้แทนพริกหยวกหรือใส่ในสลัดก็อร่อยดี

          แกงหรืออาหารที่ต้องการสีออกแดงหน่อย ก็ควรใช้พริกชี้ฟ้าแห้งอย่างแกงส้ม เป็นต้น  พริกชี้ฟ้าแห้งเผาก็ปรุงรสต้มยำดี กลิ่นจะหอมแตกต่างจากการปรุงด้วยพริกขี้หนู  พริกขี้หนูตากแห้งแล้วทอดก็เหมาะกับอาหารบางชนิด เช่น ข้าวคลุกกะปิ แหนม เป็นต้น

          นอกจากจะใช้สดๆ แล้ว เรายังมีพริกป่นที่ใช้พริกสดตากแห้ง คั่วแล้วป่นอีกที พริกป่นนี้สามารถทำจากพริกขี้หนู หรือพริกชี้ฟ้าได้ทั้งนั้น พริกไม่ใช่จะเหมาะสำหรับปรุงรสชาติให้อาหารเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่หลายคนมักจะมองข้ามไป ข้อเสียอันหนึ่งของพริกคือ จะระคายเคืองกระเพาะ ซึ่งทำให้เป็นสมุนไพรที่ต้องห้ามสำหรับคนที่เป็นโรคทางเดินอาหาร หรือ โรคกระเพาะอาหาร จากสีสันของพริกสามารถมองเห็นได้ว่ามีวิตามินเอ และซีสูง แต่เราคงไม่นำมาใช้เป็นแหล่งของสารเหล่านี้หรอก สารแคปเซซินในพริก ซึ่งทำให้มีรสเผ็ดจะช่วยขับลม และช่วยระบายความร้อนในตัวช่วงฤดูร้อนได้บ้าง แต่วิธีนี้คงไม่เหมาะในฤดูหนาว  อาหารที่ปรุงด้วยพริกจะทำให้น้ำลายออกมากขึ้น เพิ่มปริมาณ Enzyme ที่จะย่อยอาหารประเภทแป้งในปากมากขึ้น อาหารที่มีรสเผ็ดน้อยๆ จะสามารถช่วยขับลมและช่วยอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ แถมยังจะทำให้เจริญอาหารอีกด้วย ดังนั้นผู้ที่กำลังจะฟื้นไข้ (ถ้าไม่ได้เจ็บคอ หรือ เป็นโรคกระเพาะ) น่าจะรับประทานอาหารที่ใส่พริกเล็กน้อย เคล็ดลับสำหรับผู้ที่ชอบอาหารรสเผ็ดแต่มักจะปวดท้อง ควรรองท้องด้วยแป้ง (ข้าวเหนียว ข้าว หรือขนมจีน) ก่อน ไม่ควรกินอาหารที่ใส่พริกโดยไม่กินอาหารประเภทแป้งด้วย เพราะแป้งจะไปเคลือบผนังกระเพาะอีกที

          ขณะนี้ยาสมัยใหม่สำหรับทาภายนอกแก้อาการปวด เจ็บปวดหรือเมื่อยตามข้อ และกล้ามเนื้อต่างๆ จะใช้พริกป่นเป็นส่วนผสมเล็กน้อย ยาแผนโบราณจะใช้พริกป่นผสมขี้ผึ้งพอกบริเวณที่ปวดเมื่อย จะเห็นได้ชัดว่าบริเวณดังกล่าวจะแดงและผิวหนังจะร้อน แสดงว่าเลือดมาเลี้ยงบริเวณนี้มากขึ้น จะช่วยแก้อาการปวดเมื่อย

          ในการปรุงอาหารที่ใส่พริกควรระวังให้มาก เพราะหากโดนตาจะทำให้แสบตามาก และถ้าใช้มือเปล่าจะทำให้มือปวดแสบปวดร้อนนาน ไม่ควรให้เด็กเข้ามาใกล้กับพริกเด็ดขาด เด็กนั้นผิวยังอ่อนอาจจะเกิดอาการผิวไหม้ได้

          นอกจากจะระวังในการเตรียมแล้ว พริกนั้นยังเก็บยากด้วย เพราะเชื้อราจะขึ้นได้ง่าย พริกป่นนั้นควรเก็บในที่แห้งสนิท และใช้ช้อนกลางตักเสมอ พริกสดควรล้างให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนเก็บ โชคดีที่พริกมีขายตลอดปี และราคาไม่แพงมาก จึงไม่จำเป็นที่จะซื้อมาปริมาณมากเกินความจำเป็น พริกป่นที่ทำเองจะสะอาด และเผ็ดกว่าที่ทำขายตามร้าน เพราะจะได้ของแท้จริงๆ วิธีทำง่ายๆ คือนำพริกสดมาตากแดดจนแห้ง แล้วคั่วจนหอม ใส่เครื่องปั่นจะดีกว่าโขลกเพราะคนทำจะได้ไม่ฉุน หลังจากนั้นก็บรรจุใส่ภาชนะที่สะอาดและแห้ง ปิดฝาให้แน่น พร้อมที่จะนำมาใช้เมื่อต้องการ

          Believe it or not all chilli peppers are of American origin.  They were unknown in Europe until 1494 when a physician of christopher Columbus wrote about them from his travels.  However, by 1650 they were used as a condiment throuthout Europe, Asian and Africa. Chilli peppers are from the Capsicum family and are perennial shrubs that can grow up to 2 m.high with pods that can be from a few millimetres to 15 cm. long.  Their pods are usually conical in shape and ranges from pale green to deep green or yellow, orange and red when very ripe.  It has an aroma that is at first sweet, warm and peppery but changes to acrid and irritating on longer inhalation.  The taste as everyone knows can be sweet and refreshing or pungent and biting hot depending on the species and method of cooking.  Size and colour and are no indication of its potency.  However, here in Thailand the smaller they are the hotter they are.  There is a saying in Thailand when we say that something is "lek prik ki noo" or small as a little chilli pepper, we usually mean that even if the size is minimum but the quality is maximum.  Different types of chilli peppers are grown and used throughout the world.  In Thailand alone there are so many varieties and they are used in different ways.  The very tiny ones or "prik kee noo" are normally used in the various dips and fish sauces because of its aroma and to enhance the souces.  The slightly longer ones that resemble long fingers are usually used as a condiment with noodle dishes.  They are pickled in vinegar.  These peppers can be green, red or yellow.  Usually the yellow ones are hottest.  Up in the north a local chilli pepper that is most often used is called prik noom.  Don't be deceived by their pale harmless looking appearence as they can be fairy hot in taste as you will find out when you taste the dips made from them.  Sometimes these peppers are dried and ground into powderfrom for longer storage.  These ground chillies are also used as food flavourings and are just as potent as fresh chillies through it has a different aroma.  If you are under wind from someone who is adding dried chilli to has or her food please hold your breath otherwise, you will sneeze as the aroma hits your nostrils.  This dried chilli powder is the equivalent of paprika and cayenne pepper used in Western cooking but much stronger.  Powder chilli is used to enchance the flavour of cooked foods such as noodles, pizzas and sauces.  Dried Chillies are often used in the preparation of the dishes when a slighty reddish colour is needed. Kaeng Som or a hot and sour soup in one such dish.  Dried Chillies can be slightly roasted and added to "tom yums" instead of fresh chillies for a different aroma.  Dishes that require a sharp, pungent "hotness" should use the "prik kee noo" while these that require an more subtle "hotness" shold use the "prik chee fah".  Bell pepers or "prik tum" in Thailand are the least hot variety and can even be slightly sweet in flavour.  These, however, are not local in origin. "prik yuak"the pale green conical variety is our local bell peppers.  These are slightly hot and not as fleshly as the bell peppers.

          Many people would disregard the chilli pepper as having any nutritional or medical value.  They would be wrong.  Apart from one negative fact that it is a very strong gastric stimulant there by making it forbidden to people with peptic ulcers and other gastro intestional diseases, It has many uses.  One least known fact is that it helps regulate body temperature in summer.  When we eat hot foods like chilli peppers, our sweat pors dilate releasing heat and sweat from the body thereby releasing excess heat and colling the body down.  Of course this will not be advisable to eating very hot chillies in winter.  Notice that when you eat chilli peppers you start salivating more, increasing the amount of saliva and thus enzymes to digest starch or carbohydrates which are digested in the mount.  The color of the chilli pepper is an indication of its high Viatamin A and C content although of course we would not use it as the soul source of the Vitamins.  Convalescents should eat foods flavoured with a bit of chilli peppers (if one is not suffering from a sore thoat or any G.I. desease) as it helps in the digesttion of food in the stomach.  Not only that, it also helps in fighting nausea and flatulence.  Recently modern medicine has added a form of chilli powder in creams and ointments used for aching joints and muscles.  This method has long been used in herbal medicine.  An amount of petroleum jelly is mexed with chilli powder and applied as a poultise to the affected area will turn red indicationg that move blood has flowed to the area increasing blood su;;ly there.

          Due to its potency great care must be taken in harding and preparing chilli peppers of any kind.  It must not come into contect with the eyes and children must never be involved in any process.   Another precaution is that it is most pore to moulds so it must not be kept for too long whether dried or fresh.  Luckily chilles are available all year round so this factor should not deter you from using it in the kitchen, Enjoy!!!