Make your own free website on Tripod.com
บ้านอาหารนายเชฟ

เรื่องเกี่ยวกับขนมอบ ตอนที่ 5

บ้านอาหารนายเชฟ

          เบเกอรี่อีกชนิดหนึ่งที่จะกล่าวถึงในตอนนี้ มีลักษณะคล้ายกับขนมปังและพายชั้น แต่มีกรรมวิธีในการทำที่ยากกว่าขนมปัง ลักษณะของขนมที่ได้จะอยู่กึ่งกลางระหว่างขนมปังหวานและพัฟ เพสตรี้ส์ ขนมประเภทนี้ที่เห็นกันโดยทั่วไป และเป็นที่รู้จักก็คือ ครัวซอง (Croissant) และเดนิขเพสตรี้ประเภทต่าง ๆ (Danish Pastry)

          เดนิช เพสตรี้ เป็นขนมอบที่มีถิ่นกำเนิดมาจากเดนมาร์ก จากนั้นก็แพร่หลายไปทั่วและเป็นที่นิยมมากในอเมริกา เดนิชเป็นการนำขนมปังหวานมาใส่เพสตรี้ มาการีน แล้วคลึงให้เรียบแบน จากนั้นก็พับให้เกิดเป็นชั้น ๆ ขนมจึงจะมีลักษณะเหมือนเป็นชั้น ๆ และมีเนื้อนุ่มฟูเบา ที่เกิดจากการให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของยีสต์ และไอน้ำของชั้นแป้ง และมาการีน

          การทำเดนิช จะเริ่มจากการเลือกแป้งที่จะนำมาทำขนมปังหวาน โดยจะใช้แป้งที่มีปริมาณโปรตีนสูง ซึ่งก็คือแป้งขนมปังนั่นเอง เพื่อให้ได้ก้อนแป้งมีโครงสร้างที่ดีและทนทานต่อการรีดคลึง และมีความอ่อนนุ่มของขนมที่เกิดจากการผสมแป้งที่มีโปรตีนต่ำ เราอาจจะเลือกแป้งเค้กหรือแป้งเอนกประสงค์เป็นตัวผสมเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ก้อนแป้งรีดคลึงง่ายขึ้น ถ้าเราใช้แป้งขนมปังอย่างเดียวในการทำ จะทำให้ก้อนแป้งมีความเหนียวมาก รีดคลึงยากเพราะแป้งหดตัวมาก แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราใช้แป้งที่มีโปรตีนต่ำในการทำเพียงอย่างเดียวก็จะทำให้แป้งไม่ทนต่อการรีดคลึงหลายครั้ง แป้งจะฉีกขาดง่าย ดังนั้นเพื่อความเหมาะสมในการทำ จึงต้องผสมแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกันในอัตราส่วนแป้งโปรตีนสูง ต่อ แป้งโปรตีนต่ำ เท่ากับ 75-80 % ต่อ 20-25 % เพื่อให้ก้อนแป้งที่ได้จะมีลักษณะที่เหมาะสมในการทำ สามารถนำมารีดเป็นชั้นหลายครั้งได้ง่ายโดยที่แป้งไม่ฉีกขาดและได้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะดี

          ส่วนประกอบหลักในการทำเดนิช นอกจากแป้งแล้ว ยังมีเนย ซึ่งเราใช้ปริมาณที่มากถึง 50% ของน้ำหนักแป้ง เพื่อให้ได้ลักษณะเป็นชั้นของขนม เนยที่ใช้ในการทำนั้น เราสามารถเลือกใช้ได้หลายประเภท คือ

          1. เนยสด   การใช้เนยสดจะทำให้ขนมที่ได้มีรสชาติดี แต่จะมีข้อจำกัดตรงที่ เนยสดมีจุดหลอมเหลวต่ำ จะกลายเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง ฉะนั้นถ้านำมาทำเดนิช จะต้องทำภายในห้องเย็นเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เนยเหลวหรือละลาย

          2. มาการีน   จะมีคุณสมบัติในการทำเดนิชดีกว่าเนยสด เพราะมาการีนเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้องแต่ก็ไม่ใช่เนยที่ดีที่สุดในการทำเดนิช เพราะถ้าคนทำมีความชำนาญไม่มากพอ ก็จะทำให้เนยทะลักออกมานอกก้อนแป้งได้ในระหว่างการรีด ดังนั้น หากต้องการใช้มาการีนในการทำ ให้ผสมแป้งสาลีลงไปเล็กน้อย เพื่อให้เนยมีความอยู่ตัวมากขึ้น

          3. เพสตรี้ มาการีน   เป็นมาการีนที่เหมาะสมในการทำเดนิช เนื่องจากเป็นเนยที่มีจุดหลอมเหลวสูง มีความเหนียว ขึ้นหรือรีดคลึงเป็นแผ่นได้ เนื้อของมาการีนจะแข็งกว่า 2 ชนิดข้างต้น จึงสามารถนำมาการีนประเภทนี้มารีดเป็นเป็นอยู่สลับกับชั้นแป้งได้ เพสตรี้มาการีนจะเป็นตัวทำให้ชั้นแป้งดีดตัวขึ้นโดยที่ตัวมาการีนเองไม่ละลายออกมา จะซึมเข้าไปในเนื้อแป้งแทน แต่มีข้อเสียตรงที่มาการีนประเภทนี้มีจุดหลอมเหลวช้า ทำให้ละลายได้ช้าในปาก เวลาทานจะรู้สึกเลี่ยนติดลิ้น สามารถแก้ไขได้โดยการรับประทานในขณะที่ยังร้อนเพื่อที่จะให้ความร้อนช่วยทำลายความเป็นไขได้

          การทำครัวซองและเดนิชเพสตรี้ มีกรรมวิธีในการทำที่เหมือนกัน โดยเริ่มจากการนวดก้อนแป้งจนเกือบเนียนเท่ากับการนวดแป้งขนมปัง เพราะในระหว่างการรีดพับจะทำให้แป้งเนียนขึ้น ถ้าเรานวดแป้งเนียนมากเกินไปจะทำให้ในระหว่างการรีดแป้ง แป้งอาจฉีกขาดได้ และจะทำให้การรีดยากขึ้น น้ำที่ใช้ในการนวดแป้งควรจะเป็นน้ำเย็นเพื่อต้องการให้ยีสต์ทำงานช้าลง แป้งจะได้ไม่ขึ้นฟูมาก หลังจากการรีดแป้งเรียบร้อยแล้ว จะพักแป้งประมาณ 20 นาที เพื่อให้แป้งคลายตัวแล้วนำมาคลึงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า คลึงเพสตรี้มาการีนให้ได้ขนาดเท่ากับ 2 ใน 3 ส่วนของแผ่นแป้ง จากนั้นนำเพสตรี้มาการีนวางลงบนแผ่นแป้ง ด้านใดด้านหนึ่งโดยเหลือขอบแป้งไว้ประมาณ 1 ซ.ม. แล้วพับส่วนที่ไม่มีมาการีนเข้ามาตรงกลาง จากนั้นพับส่วนที่เหลืออีกด้านหนึ่งเข้ามาปิดขอบแป้งให้เรียบร้อย ไม่ให้มาการีนโผล่ หรือทะลักออกมา ดังนั้นเราจะได้ 3 ชั้น จากนั้นคลึงแป้งลงไปให้มีขนาดเท่าเดิม แล้วพับ 3 อีกครั้ง ในการทำนั้น ระหว่างที่พับแป้งแต่ละครั้งต้องพักแป้งไว้ประมาณ 20 นาที เพื่อให้แป้งคลายตัว แต่จะต้องพักในตู้เย็นเท่านั้น ประการหลังนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แป้งขึ้นฟูมากเกินไป เพราะในตัวแป้งจะมีส่วนผสมของยีสต์อยู่ด้วย ถ้าเราพักแป้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง ยีสต์จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปเรื่อง ๆ ขนมของเราก็จะพองตัวมากขึ้นทำให้ไม่สามารถพับรีดได้อีก และในระหว่างการพักแป้งทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวของขนมแห้ง การทำเดนิชและครัวซองนั้น เราจะพับ 3 ครั้ง เท่านั้น จะน้อยกว่าการทำ พาย

ต่อจากครัวซองและเดนิขเพสตรี้แล้ว มารู้จักกับขนมอีกประเภทหนึ่งที่นิยมนำมาสอดไส้ด้วยครีมรสต่าง ๆ เช่น กาแฟ ใบเตย วานิลา หรือช็อคโกแลต ที่เราเรียกกันติดปากกันว่า เอแคลร์ นั้นเอง

          เอแคลร์เป็นผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ที่เราแยกออกไปเป็นอีกประเภทหนึ่ง มาจากภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ดอกกะหล่ำ ซึ่งก็คือลักษณะของขนมปังที่อบออกมาแล้วมีรูปร่างคล้ายดอกกะหล่ำ จริง ๆ แล้วก็มีหลายรูปร่างหน้าตากันออกไป อาจจะเป็นวงกลม แท่งยาวเล็ก ๆ แต่ที่เห็นกันในบ้านเราจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นก้อนกลม ๆ เสียเป็นส่วนใหญ่

          เอแคลร์เป็นขนมที่มีส่วนผสมของไข่ไก่ แป้ง น้ำ และเนย เป็นหลักเท่านั้น อาจมีการเติมผงฟูหรือแอมโมเนียลงไปในสูตรด้วยก็ได้ แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร เพราะเนื้อของขนมจะแตกง่ายและอาจทำให้ปริมาณของขนมลดลงได้ ถ้าใส่ในปริมาณที่มากเกินไป

          การทำเอแคลร์เริ่มจากการเลือกแป้งที่จะใช้ ถ้าเราใช้แป้งขนมปังทำก็จะได้เปลือกเอแคลร์หนาและแข็งกระด้าง ในขณะเดียวกันถ้าเราใช้แป้งสาลีเอนกประสงค์ในการทำ ก็จะทำให้ได้เปลือกของขนมที่พองตัวมากกว่า แต่ถ้าเราต้องการแป้งเอแคลร์ที่นิ่ม เราจะใช้แป้งเค้กในการทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของเปลือกเอแคลร์ว่าต้องการอย่างไร

          เมื่อตวงส่วนผสมเรียบร้อยแล้ว ก็นำน้ำกับเนยไปต้มรวมกันให้เดือด ใส่แป้งที่ร่อนแล้วลงไปคนเร็ว ๆ จนแป้งรวมตัวกันเป็นก้อนและร่อนออกจากภาชนะ ในช่วงนี้ควรที่จะกวนต่อไปอีกสักครู่เพื่อให้แป้งสุกโดยทั่วถึงกัน และมีลักษณะเป็นเจลซึ่งมีผลต่อการขยายตัวของขนมในขณะอบ เพราะถ้าเราคนแป้งเร็วเกินไป แป้งจะยังไม่ทันสุกดี นำมาใส่ไข่ก็จะรวมตัวกับไข่ได้น้อย และเมื่ออบออกมาจะมีขนาดเล็ก จากนั้นนำแป้งที่ได้มาทิ้งให้อุ่น อุณหภูมิประมาณ 21-24 องศาเซลเซียส ค่อย ๆ ใส่ไข่ทีละฟองจนหมด ปริมาณของไข่ที่ใส่ลงไปถ้าเราใส่ไข่ในขณะที่แป้งร้อน โปรตีนไข่บางส่วนจะสุก ทำให้ขยายตัวได้น้อยเมื่อนำเข้าอบ ในขณะเดียวกันเมื่อเราใส่ไข่ในขณะที่แป้งเย็นแล้ว ส่วนผสมจะดูดซึมไข่ได้น้อย จะทำให้ได้แป้งเหลวเมื่อนำไปอบก็จะขยายตัวได้น้อยเช่นเดียวกัน

          ข้อควรระวังในการทำเอแคลร์คือ ในระหว่างการต้มน้ำกับเนย ถ้าเราปล่อยให้น้ำเดือดนานเกินไป น้ำก็จะระเหยกลายเป็นไอ จะทำให้ได้ส่วนผสมที่ข้นมากเกินไป แต่อาจแก้ได้โดยการเพิ่มไข่ลงไป เมื่อได้ส่วนผสมเรียบร้อยแล้วจึงนำมาบีบใส่ถาด การบีบลงถาดควรจะบีบและนำเข้าอบทันที ไม่ควรบีบทิ้งไว้นานเพราะจะทำให้หน้าขนมแห้ง ทำให้ไม่ขึ้นฟูเวลาอบ อาจแก้ไขได้โดยนำไข่มาใส่อีกครั้ง หรือเพิ่มน้ำเล็กน้อย แล้วจึงบีบและนำเข้าอบโดยทันที การอบต้องใช้อุณหภูมิในการอบค่อนข้างสูง คือประมาณ 204-218 องศาเซลเซียส เพื่อให้แป้งขยายตัวและอยู่ตัวเสียก่อน จึงลดอุณหภูมิลงเหลือ 196 องศา เพื่อให้เปลือกเหลืองและอยู่ตัวยิ่งขึ้น เปลือกเอแคลณืที่นำออกจากเตาอบเร็วเกินไปจะทำให้หดตัวและแบน เนื่องจากโครงสร้างยังไม่อยู่ตัวดีพอ ฉะนั้นต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงของการอบ

          การใส่ไส้ลงในเปลือกของเอแคลร์   ต้องใส่ขณะที่เปลือกของเอแคลร์และไส้เย็นทั้งคู่ ถ้าเปลือกร้อน ไส้เย็น ไส้จะแยกตัวและเปรี้ยว ถ้าเปลือกเย็น ไส้ร้อน เปลือกจะแฉะซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เอแคลร์เสียเร็ว

          ข้อผิดพลาดที่เกิดจากการทำเปลือกเอแคลร์


          1. เปลือกเอแคลร์ไม่พองตัวเท่าที่ควร เป็นเพราะกวนแป้งนานเกินไป ใช้ไข่ที่เย็น และปริมาณไข่น้อยเกินไป ไข่ไม่สด แป้งเอแคลร์เย็นเกินไป ใช้ผงฟูมากเกินไป อุณหภูมิในเตาอบต่ำเกินไป
          2. เปลือกเอแคลร์ยุบและหดตัว เป็นเพราะใช้อุณหภูมิที่อบต่ำเกินไป เปิดเตาอบบ่อยในขณะที่แป้งไม่อยู่ตัว
          3. เปลือกไม่ขยายตัว ผิวด้านบนเรียบ ผนังภายในหนา เป็นเพราะส่วนผวมเหลว เพราะใส่ไข่หรือน้ำมากเกินไป
          4. ถ้าทิ้งส่วนผสมไว้นานก่อนนำเข้าเตาอบ ตัวเปลือกจะไม่ขยายตัวเท่าที่ควร ผนังภายนอกจะหนา แข็งกระด้าง
                    วิธีการแก้
                    ไม่ควรบีบตัวเอแคลร์ไว้นานเกินไป หรือถ้าบีบทิ้งไว้นาน ให้นำกลับมาผสมน้ำอีกเล็กน้อย หรือเพิ่มไข่อีกเล็กน้อย ผสมให้เข้ากันจึงนำมาบีบอีกครั้ง แล้วนำเข้าเตาอบทันที
          5. ถ้าทาไขมันที่ถาดมากเกินไป ตัวเปลือกจะไม่พองตัวเท่าที่ควร เปลือกด้านล่างจะหนามากกว่าส่วนอื่น
          6. ไม่ได้ทาไขมันที่ถาด จะทำให้ด้านล่างของตัวเปลือกบางมาก เมื่อเวลาที่แซะออกจากถาด บางครั้งก้นอาจจะทะลุเป็นโพรง


          เมื่อได้ทราบรายละเอียดกันแล้ว ก็ลองดูสูตร ส่วนผสม และขั้นตอนการทำกันดูนะครับ ........ ขอให้มีความสุขในการทำขนมนะครับ

 

เอแคลร์ไส้ไก่

ส่วนผสม

เอแคลร์ไส้ไก่
แป้งอเนกประสงค์ 1 1/2       ถ้วยตวง
น้ำเปล่า 250      กรัม
เนยสด 1/2       ถ้วยตวง
ไข่ไก่ 5      ฟอง

วิธีทำ

1.  นำส่วนผสมน้ำ เนย ตั้งไฟพอเดือด เทแป้งลงไปครั้งเดียวจนหมด คนเร็วๆ จนแป้งล่อนไม่ติดภาชนะ ยกลงจากเตา ทิ้งให้อุ่น
2.  ต่อยไข่ใส่ในแป้งทีละฟอง คนให้เข้ากันดี จึงใส่ฟองต่อไป ทำจนหมดไข่
3.  ตักแป้งใส่กรวยกระดาษและใส่หัวบีบรูปดาว หยอดเป็นรูปกลม ในถาดที่ทาเนย
4.  นำเข้าเตาอบไฟ 425 องศาฟาเรนไฮต์ จนสุกเหลือง แซะออกจากถาดวางบนแร็ค

ส่วนผสมไส้

เนื้อไก่ 500      กรัม
เนยสด 1/2      ช้อนโต๊ะ
มันฝรั่งหั่นสี่เหลี่ยม 200      กรัม
แครอทหั่นสี่เหลี่ยม 100      กรัม
หอมหัวใหญ่หั่นสี่เหลี่ยม 10      กรัม
ถั่วลันเตา 100      กรัม
แป้งอเนกประสงค์ 1-2      ช้อนโต๊ะ
นมสด 1       ถ้วยตวง

เครื่องปรุงรส   น้ำตาลทราย เกลือ พริกไทย ซอสถั่วเหลือง

วิธีทำ

1.  รวนเนื้อไก่จนสุก พักไว้
2.  ผัดมันฝรั่ง แครอท ด้วยเนยสดจนสุกนิ่ม เติมหอมหัวใหญ่ ถั่วลันเตา
3.  ใส่ไก่และนมสด ผัดจนส่วนผสมทั้งหมดข้น เติมเครื่องปรุงรสต่างๆ ตามต้องการ
4.  ละลายแป้งอเนกประสงค์กับน้ำ เติมลงในส่วนผสม

กลับขึ้นด้านบน

เดนิช-ครัวซองค์

ส่วนผสม

เดนิช-ครัวซองค์
แป้งขนมปัง 300      กรัม
แป้งอเนกประสงค์ 200      กรัม
ยีสต์ 10      กรัม
นมผงขาดมันเนย 25      กรัม
น้ำเย็น 250      กรัม
น้ำตาลทราย 60      กรัม
เกลือ 5      กรัม
ไข่ไก่ 1      ฟอง
เนย 50      กรัม
Pastry margarine 250      กรัม

วิธีทำ

1.  ร่อนแป้งทั้ง 2 ชนิดรวมกัน ยีสต์ นมผง ลงในอ่างผสม
2.  ละลายน้ำตาลทราย เกลือ ไข่ไก่ในน้ำเย็น เทลงในอ่างผสม ผสมพอเข้ากัน  ใส่เนยนวดต่อจนก้อนแป้งเนียนเกือบเท่าขนมปัง พักแป้งไว้ 30 นาที
3.  คลึง Pastry margarine ขนาด 15X20 ซม.
4.  คลึงก้อนแป้งที่พักไว้แล้วให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 15X30 ซม. วาง Pastry margarine ลงบนแผ่นแป้งด้านใดด้านหนึ่ง แล้วพับส่วนที่ไม่มี margarine เข้ามาตรงกลาง แล้วจับพับส่วนที่เหลืออีกด้านหนึ่ง พับเข้ามาปิดขอบแป้งให้เรียบร้อย เราจะได้ชั้นแป้ง 3 ชั้นที่อยู่ระหว่างชั้นของ Pastry margarine 2 ชิ้น
5.  คลึงแป้งออกเป็นสี่เหลี่ยมขนาดเท่าเดิม พับสาม 1 ครั้ง พักไว้ 20 นาที (การพักแป้งทุกครั้งควรห่อด้วยพลาสติกและนำเข้าตู้เย็นช่องธรรมดา)  พับสาม ครั้งที่ 2 พัก 20 นาที  และพับสาม ครั้งที่ 3 พัก 20 นาที
6.  คลึงแป้งให้เป็นแผ่นบาง ตัดทำรูปร่างต่างๆ ตามชนิดของขนม หมักไว้จนแป้งขึ้น  ทาหน้าด้วยไข่ นำเข้าเตาอบไฟ 190-200 องศาเซลเซียส จนสุก

ส่วนผสมครีมคัสตาร์ด

ไข่แดง 5      ฟอง
น้ำตาลทราย 150      กรัม
แป้งข้าวโพด 75      กรัม
เนยสด 50      กรัม
นมข้นจืด 500      กรัม
วานิลา 1      ช้อนโต๊ะ

วิธีทำนำส่วนผสมตั้งไฟอ่อนๆ คนตลอดเวลาจนส่วนผสมสุกข้น

หมายเหตุ
1.  ถ้านำมาทำครัวซองค์จะทำแป้งเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัดตามรูปแล้วม้วน
2.  ถ้าทำเดนิช ม้วนเป็นวงกลม นำเข้าอบแล้วราดหน้าด้วยคัสตาร์ด และผลไม้สดตามชอบ

กลับขึ้นด้านบน

ครัวซองค์แซนวิชทูน่า

ส่วนผสม

ครัวซองค์แซนวิชทูน่า
แป้งขนมปัง 5       ถ้วยตวง
แป้งอเนกประสงค์ 5       ถ้วยตวง
ยีสต์ 15      กรัม
น้ำตาลทราย 90      กรัม
นมผง 1/2       ถ้วยตวง
เกลือ 10      กรัม
ไข่ไก่ 2      ฟอง
น้ำเย็น 500      กรัม
เนยสด 1       ถ้วยตวง
Pastry margarine 500      กรัม

วิธีทำ

1.  ละลายน้ำตาล เกลือ ไข่ไก่ ในน้ำเย็น พักไว้
2.  ผสมแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน  ใส่ส่วนผสมของเหลว เนยสด นวดพอเข้ากัน  นวดต่อจนส่วนผสมเกือบเนียน พักแป้งไว้ประมาณ 20 นาที
3.  นำเนย Pastry margarine คลึงให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยม
4.  คลึงก้อนแป้งให้มีขนาด 30X50 ซม. นำเนย Pastry วางลง 2/3 ของแผ่นแป้ง ที่บุส่วนแป้งที่ไม่มีเนยเข้ามา แล้วพับส่วนที่มี Pastry margarine วางอยู่ทางซ้ายเข้ามา บิดตะเข็บรอบแผ่นแป้ง เพื่อไม่ให้ Pastry margarine ทะลักออกมา
5.  คลึงแป้งให้มีขนาดเท่าเดิม พับ 3 ครั้ง แต่ละครั้งควรพักแป้งอย่างน้อย 20 นาที และควรพักแป้งในตู้เย็น
6.  คลึงแป้งให้หนาประมาณ 1 ซม. ตัดแป้งให้มีขนาดสามเหลี่ยม 15 ซม. สูง 30 ซม. ม้วนให้เป็นรูปครัวซองค์ นำแป้งไปพักอีกครั้ง จนขึ้นประมาณ 30-45 นาที
7.  ทาหน้าด้วยไข่แดง นำเข้าเตาอบไฟ 400 องศาฟาเรนไฮต์ จนสุก

ส่วนผสมไส้

ทูน่า 1      กระป๋อง
สลัดครีม 3      ช้อนโต๊ะ
หอมใหญ่สับ 1      ลูก
มะเขือเทศ (ใช้สำหรับตกแต่ง) 1      ลูก
น้ำตาลทราย 2      ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1      ช้อนชา
น้ำมะนาว 2      ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ   นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมรวมกัน นำไปสอดไส้ครัวซองค์ที่ผ่าครึ่งแล้ว ตกแต่งด้วยผักกาดหอม มะเขือเทศ

กลับขึ้นด้านบน

เดนิชหมูหยอง

ส่วนผสม

เดนิชหมูหยอง
แป้งขนมปัง 500      กรัม
ยีสต์ 1      ช้อนโต๊ะ
นมผง 30      กรัม
น้ำ 220      กรัม
น้ำตาล 75      กรัม
เกลือ 1      ช้อนชา
ไข่ไก่ 1      ฟอง
เนยสด 50      กรัม
Pastry margarine 250      กรัม
หมูหยอง 200      กรัม
สลัดครีม 1/2      ถ้วย

วิธีทำ

1.  ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ยกเว้นเนยเพสตรี้  นวดแป้งพอเข้ากัน พักไว้ในตู้เย็น 1/2 ชม.
2.  รีดแป้งให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 10X18 ซม. ทาเนยเพสตรี้ประมาณ 2/3 ของแป้งพับส่วนที่ไม่ได้ทาเนยเข้ามา และพับอีกด้านทับลงไป จะได้แป้งพับ 3 ชั้น
3.  คลึงแป้งออกเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเหมือนเดิม ทำอีก 2 ครั้ง พักไว้ในตู้เย็น 1/2 ชม.
4.  คลึงแป้งเป็นแผ่นบาง ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผ่าตรงกลางไม่ขาด แล้วบิดเป็นเกลียว วางบนถาดที่ทาด้วยเนยขาว ทิ้งให้ขึ้นตามต้องการ ทาหน้าด้วยไข่ โรยด้วยหมูหยองและน้ำสลัดก่อนอบ
5.  นำเข้าเตาอบไฟ 400 องศาฟาเรนไฮต์ จนสุกเหลือง

กลับขึ้นด้านบน

ขอให้มีความสุขกับการทำขนมนะครับ BYE..............
          หลังจากทราบเรื่องราวเกี่ยวกับ พัฟ เพสตรี้ ไปแล้วก็ไปอ่านเรื่องต่อไปคือเรื่องเกี่ยวกับพายร่วน และพายชั้นต่อไปได้เลยครับ